อึ้ง!เด็กป.๓พม่าชนะเลิศคัดลายมือวันภาษาไทย

อึ้ง!เด็กป.3พม่าชนะเลิศคัดลายมือ รับโล่รางวัลสพฐ.เนื่องในวันภาษาไทย

djaa7hkbdjbij769abc9d.jpg

29ก.ค.2557 ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานการ (สพฐ.)ได้จัดกิจกรรม“โครงการรักษ์ภาษาไทยเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปี 2557”ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ค.และมอบโล่ให้แก่ ครู และนักเรียน ที่มีทักษะ การใช้ภาษาไทย เพื่อรณรงค์ เผยแพร่ และกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาษาไทย ตระหนักและเห็นคุณค่าของภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ ได้รู้จักอ่าน เขียน และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งในเรื่องวิชาการและวิชาชีพ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้สัมฤทธิ์ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งโรงเรียนจะเน้นในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ อ่านเข้าใจ และรู้เรื่อง โดยเฉพาะการให้ความรู้เด็กไทยที่ใช้ภาษาอื่นเป็นภาษาที่ 1 และใช้ภาษาไทย เป็นภาษาที่ 2

“ขณะนี้ สพฐ.กำลังดูว่าการใช้ภาษาของคนไทยในกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้เล่นกันทางFacebook หรือทาง Line ซึ่งต้องจะให้สถาบันภาษาไทยวิเคราะห์ดูว่าจะมีกระบวนการณรงค์อย่างไรจึงจะให้หันมาใช้ภาษาไทยกันอย่างถูกต้องมากขึ้น ซึ่งในสมัยของนายอภิชาติ จีระวุฒิ อดีตเลขาธิการกพฐ.ได้รณรงค์ในเรื่องการใช้ภาษาไทยมาแล้ว โดยได้นำหนังสือเก่า ๆ เช่น มานี มานะ หรือวรรณกรรมเก่า ๆ มาเป็นต้นแบบซึ่งได้นำมาใช้ในวิชาหน้าที่พลเมืองแล้ว”นายกมล กล่าว สำหรับกิจกรรมต่างๆ แบ่งเป็น การเขียนเรียงความ ประเด็น “สำนึกรักแผ่นดินเกิดเทิดไท้องค์ราชัน” ในระดับครูผู้สอนภาษาไทย และการแข่งขันสำหรับนักเรียนแยกเป็นระดับชั้น ได้แก่ การเขียนเรื่องจากภาพ การเขียนเรียงความ การคัดลายมือ การเขียนตามคำบอก การแต่งกลอนสุภาพ การอ่านเอาเรื่อง และการเขียนเชิงวิชาการ ซึ่งนักเรียนที่เข้าแข่งขันเป็นนักเรียนที่ผ่านการแข่งขันทักษะความสามารถระดับเขตพื้นที่การศึกษามาแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรางชนะเลิศการแข่งขันคัดลายมือ คือ ด.ช.ยาซ่า สัญชาติพม่า นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนอรุณเมธา ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ตากเขต 2 นางแสงอรุณ สอนไชย ครูประจำชั้น อายุ 52 ปี กล่าวว่า นักเรียนที่มาเรียนที่โรงเรียนอรุณเมธา 30% จะเป็นนักเรียนยากจนติดขอบชายแดน และจะมีความตั้งใจในการเรียนภาษาไทยมากกว่านักเรียนที่เป็นสัญชาติไทย สำหรับเด็กชายยาซ่า อายุ 12 ปี เป็นเด็กพลัดถิ่นสัญชาติพม่า เกิดและโตในประเทศไทย โดยพ่อแม่ได้อพยพเข้ามาทำงานรับจ้างทำไร่ทำสวนอยู่บนดอยในเขตอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เมื่อก่อนเด็กชายยาซ่าเรียนอยู่ที่ศูนย์การเรียนของชาวพม่าที่เปิดสอนโดยใช้สถานที่ในวัดของไทย พอจบหลักสูตรของพม่าแล้วจึงมาสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนอรุณเมธา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 โดยเข้าเรียนชั้นป.1 ตอนอายุ 10 ขวบ ซึ่งในตอนนั้นอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้เลย ก็ได้รับการเรียนรู้การอ่านเขียนตามหลักสูตรเหมือนเด็กไทยทั่วๆไปและเด็กก็สามารถเรียนรู้และอ่านเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ต่อมาครูผู้สอนเห็นแววของเด็กว่ามีความตั้งใจและมีสมาธิสูงมาก ในการเรียนอ่านเขียนภาษาไทยประกอบกับเป็นคนที่เขียนลายมือค่อนข้างสวย จึงนำมาเน้นให้หัดเขียนไทยให้ถูกต้องตามอักขระและหลักเกณฑ์การเขียนเพื่อเป็นตัวแทนโรงเรียนเข้าแข่งขันคัดลายมือในระดับต่างๆในโอกาสต่อไปโดยการแข่งขันก็เริ่มจากระดับภายในโรงเรียนเพื่อเป็นตัวแทนไปแข่งขันระดับกลุ่มอำเภอและระดับเขตพื้นที่ สำหรับความรู้สึกที่เด็กได้รับรางวัลในครั้งนี้ ยาซ่า บอกว่า รู้สึกดีใจมาก เพราะเห็นแววเด็กแล้วเด็กเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง มีสมาธิแน่วแน่ มีผลการเรียนดี เป็นเด็กที่ขยันและอยู่ร่วมกับเพื่อนนักเรียนคนไทยได้เป็นดี

เด็กชาย ยาซ่า อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.3 เล่าว่า ตนดีใจที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง และครอบครัวและโรงเรียนในครั้งนี้ ฐานะทางครอบครัว ตนมีพี่น้อง 3 คนเป็นชายทั้งหมด โดยตนเองเป็นพี่คนโต น้องชายคนกลางอายุ 10 ขวบเรียนอยู่ที่ศูนย์การเรียนพม่าที่ตนเรียนจบมาและน้องชายคนเล็กอายุ 4 ขวบ

“พ่อแม่ผม พูดอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้เลย แม่ถามว่าเมื่อเรียนที่ศูนย์การเรียนพม่าจบแล้ว อยากเรียนต่อมั้ย ผมตอบแม่ไปว่าอยากเรียนต่อสูงๆและอยากเรียนภาษาไทย เลยพามาสมัครที่โรงเรียนอรุณเมธาครับ” เด็กชาย ยาซ่า กล่าว

นายอดุลรัตน์ เกตุสระ อายุ 56 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนอรุณเมธา กล่าวถึงความรู้สึกว่า..รู้สึกดีใจที่เด็กได้รับรางวัลระดับชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 รวมถึงอำเภอพบพระและจังหวัดตากด้วย ก่อนหน้านี้ทางคณะครูที่รับผิดชอบจัดการเรียนการสอนภาษาไทยได้มาเสนอว่าเด็กชายยาซ่า มีความสามารถคัดลายมือได้สวย จึงให้คุณครูผู้สอนฝึกฝนโดยยึดตามหลักเกณฑ์การประกวดและเป็นตัวแทนของโรงเรียนต่อไป

“ศิลปิน”เข้ารับรางวัลคึกคัก

ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานเปิดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2557 พร้อมมอบรางวัลปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น และผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย และรางวัลเพชรในเพลง เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย ซึ่งปีนี้มีองค์กรที่มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย 7 แห่ง รวมถึงบุคคลสำคัญ นักประพันธ์เพลง ศิลปินที่มีชื่อเสียงเข้ารับรางวัลจำนวน 49 คนเข้ารับรางวัล อาทิ น.ส.เขมสรณ์ หนูขาว(ไทยรัฐทีวี) นายปองศักดิ์ รัตนพงษ์ (ออฟ ปองศักดิ์) น.ส.หนึ่งธิดา โสภณ (หนูนา) นายสุธิราช อุสุภะ (กุ้ง สุธิราช วงศ์เทวัญ อาร์สยาม) นายประยูร ศรีจันทร์ (ไผ่ พงศธร) นางสาวชลดา ทองจุลกลาง (ตั๊กแตน ชลดา)

ปลัด วธ. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภาษาพูด ภาษาเขียนเป็นของตัวเอง แสดงถึงความรุ่งเรืองของชนชาติไทยที่สามารถดำรงเป็นเอกลักษณ์มาอย่างยาวนาน จากความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกา ภิวัตน์ และยุคของเทคโนโลยีได้คิดค้นวิธีการสื่อสารใหม่ๆตลอดเวลา เช่น การสื่อสารผ่านไอโฟนมีผลต่อภาษาพูด อ่าน เขียน อย่างไรก็ตาม ภาษามีชีวิตแปรเปลี่ยนได้ บางครั้งคำๆหนึ่งก็ได้รับคำนิยมเพียงแค่ยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น เช่นคำว่า ฮัลโล แท็กซี่ พริตตี้ โฮเทล วีดีโอ ไลน์ รวมไปถึงคำที่ใช้ผ่านโซเซียลมีเดีย อาทิ น่าร๊อคอะ ฝุดๆ ขออำไพ จุงเบย คริคริ นอกจากนี้ปัจจุบันยังนิยมตั้งชื่อเล่น ชื่อจริงเป็นภาษาอังกฤษ เช่น อ๊อฟ พันซ์ ครีม ไมค์ ซาร่า เจนนี่ พอลล่า เป็นต้น ไม่ได้อยู่แต่ในพจนานุกรมอย่างเดียว แต่มีการใช้ ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา วธ.ตระหนักในปัญหาดังกล่าวขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาภาษาไทย สร้างค่านิยมช่วยกันส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่นรวมถึงเพื่อนร่วมวิชาชีพและเยาวชนต่อไป

รศ.ประพนธ์ เรืองณรงค์ กรรมการวิชาการ ราชบัณฑิตยสถาน ในฐานะผู้ได้รับรางวัลปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย กล่าวว่า การที่สังคมมองว่าวัยรุ่นทำให้ภาษาไทยวิบัตินั้น ส่วนตัวเห็นว่า ต้องทำใจว่าภาษาเป็นวัฒนธรรมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ภาษาของวัยรุ่นเป็นภาษาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ เพราะเด็กรับค่านิยมไม่ว่าจะเป็นเกาหลี หรือญี่ปุ่น รวมถึงการใช้สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งเฟสบุ๊ค หรือ ไลน์ ที่จะใช้คำสั้นๆสื่อสารเพื่อความรวดเร็ว ทำให้พยัญชนะบางตัวหายไป เห็นได้ชัด คือ ไม้ไต่คู้ เช่น คำว่า เห็น เขียน เป็น เหน เสร็จ เป็น เสด แต่คำเหล่านี้จะไม่มีความยั่งยืน ไม่อยากให้มองว่า ว่าเด็กเป็นผู้ทำลายภาษาอย่างเดียว หากมองอีกมุม การใช้คำของเด็กสมัยนี้ ได้บันทึกประวัติศาสตร์ภาษาสมัยปัจจุบันเอาไว้ เหมือนกับในอดีต ที่บางคำเคยใช้กัน เช่น คำในสมัยรัชกาลที่ 5 คำว่า 5 แต้ม ที่หมายถึงการทำอะไรเปิ่นๆ แต่ปัจจุบันเด็กสมัยใหม่ไม่รู้จักความหมายของคำนี้

“มองอีกแง่ คำที่เด็กใช้ทำให้เราได้รู้คำใหม่ๆ เรียกได้ว่าเด็กเป็นผู้บันทึกภาษา เขาพูดตามที่เขารู้ เป็นวัฒนธรรมการพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ใช้อย่างเป็นทางการ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ จากการที่ได้ติดตามการใช้ภาษาในระดับมัธยม และอุดมศึกษาของสถานศึกษาต่างๆ สิ่งที่น่าห่วงคือ การสอนของครู จะไม่แม่นในเรื่องของการใช้ไวยากรณ์ การผันวรรณยุกต์ ต่างๆ เด็กในปัจจุบันบางคนผันวรรณยุกต์และใส่วรรณยุกต์ผิด เพราะพื้นฐานรับมาไม่ได้ไม่แม่น ดังนั้นครูต้องเข้าใจเรื่องนี้ ต้องสอนมาตั้งแต่ใช้ปฐมให้แม่น” รศ.ประพนธ์ กล่าว

นางพยอม ถิ่นถา ผู้ได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาถิ่นดีเด่น กล่าวว่า ภาษาถิ่นถือเป็นการแสดงเอกลักษณ์ประจำถิ่นกำเนิดของแต่ละบุคคล แต่ปัจจุบันการใช้ภาษาถิ่นในแต่ละพื้นที่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานศึกษาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอน จึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สนใจที่จะเรียน และไม่แสดงออกด้วยการพูด เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่น่าอาย เมื่อใช้ภาษาถิ่นสื่อสารกัน ดังนั้น ตนเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ที่หน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ควรจะมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานศึกษาในภูมิภาคต่างๆ ช่วยสอนให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ภาษาถิ่นมากขึ้น เพื่อที่จะช่วยกันอนุรักษ์รากทางภาษาเอาไว้ ขณะเดียวกัน พ่อ แม่ และผู้ปกครองก็ควรที่จะช่วยกันส่งเสริมการใช้ภาษาถิ่นในครอบครัวด้วย เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักกำพืดของตัวเอง

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2557

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Tags: , , , , , , , , , , ,

%d bloggers like this: