ส่งเสริมพัฒนาการเด็กสมวัยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ

“ส่งเสริมพัฒนาการเด็กสมวัย”เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน

fa5bh9bihcf7baha99kg8.jpg

ปี 2553 พบเด็กไทยอายุ 3-5 ปีมีพัฒนาการต่ำกว่ามาตรฐาน 30% ในปี 2554 พบเด็กไทยอายุ 6-14 ปี มีไอคิว 98.5 ขณะที่มาตรฐานอยู่ที่ 100 มีอีคิว 45 มาตรฐานอยู่ที่ 50-100 และปี 2556 พบเด็ก ป.4-ป.6 ราว 10-15% อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดไม่เป็น สารพันปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กวัยเรียนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่อาจนิ่งนอนใจ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ต้องคิดหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่ได้ผลจริง โดยเฉพาะการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้สมวัย “ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2542 ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเด็กมีพัฒนาการล่าช้าประมาณ 30% ของเด็กวัยเรียนตลอดเรื่อยมา แม้จะมีการช่วยเหลือดำเนินการส่งเสริมพัฒนาการทั้งในระดับโรงพยาบาลชุมชน(รพช.)และผู้ปกครอง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ในการที่จะนำมาใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ซึ่งสถาบันได้ร่วมทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจนได้แนวทางใหม่ที่จะเกิดผลต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างแท้จริง มีการนำร่องในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ” นพ.สมัย ศิริทองถาวร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต สธ. ย้อนถึงที่มาของการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก นพ.สมัย อธิบายว่า รูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กแนวใหม่จะใช้นวัตกรรมใหม่ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ระบบติดตามเด็กคลอดทันทีตั้งแต่ห้องคลอด โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย และมีภาวะตัวเขียว รวมถึงติดตามที่ห้องเด็กแรกคลอดกระทั่งกลับบ้านก็จะมีการติดตามต่อ 2.มีระบบบันทึกฐานข้อมูลที่เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นแบบออนไลน์ผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต จะทำให้เจ้าหน้าที่นำมาใช้ประเมินผลและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กได้ทันที หรือเมื่อเด็กโตขึ้นต้องเข้าเรียน โรงเรียนจะรู้ข้อมูลเบื้องต้นทันทีว่าเด็กมีความพร้อมหรือไม่พร้อมในการเรียนรู้ด้านใดบ้าง จะได้ดำเนินการดูแลส่งเสริมพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ ต่อเนื่องต่อไป และ 3.พัฒนาแบบคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการล่าช้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นแบบคัดกรองที่ทำให้ค้นหาเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าได้แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้คู่มือ 2 เล่ม คือ 1.คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย หรือ สมุดเล่มขาว โดยจะให้เจ้าหน้าที่และผู้ปกครองใช้เป็นแนวทางในการคัดกรองเด็ก ซึ่งมีความแม่นยำสูง เมื่อพบเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าจะได้เข้าสู่ระบบการส่งเสริมพัฒนาการ และ 2.คู่มือประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กกลุ่มเสี่ยงหรือสมุดเล่มเขียว จะเป็นการเฝ้าระวังและติดตามพัฒนาการเด็กกลุ่มเสี่ยง “การนำร่องใช้เวลา 3 ปีครึ่งตั้งแต่ปี 2554 โดยในปีแรกเป็นการวางแผนปรับปรุงแบบประเมินและ 2 ปีครึ่งใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ผลการประเมินเบื้องต้น พบว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากเดิมถึง 20% เป็นผลการประเมินเบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องมีการติดตามต่อเนื่องเด็กกลุ่มเสี่ยงอีกระยะหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่าจะช่วยเรื่องโรคที่อาจจะตามมาจากภาวะเสี่ยงจากแรกคลอดได้อย่างไร เช่น เด็กที่แรกเกิดมีภาวะตัวเขียว อาจจะเสี่ยงที่จะมีปัญหาสมาธิสั้น แขน-ขาพิการ และออทิสติก เป็นต้น ซึ่งภาวะเหล่านี้จะสังเกตเห็นราวอายุ 3 ขวบ” นพ.สมัย กล่าว จากผลการนำร่องที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จเกี่ยวกับแนวทางการติดตามและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแบบใหม่ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้นำรูปแบบมาขยายผลใช้ทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ “โครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชุกมารี เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558” โดยเด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 ทุกคน จะมีการเฝ้าระวังและติดตามส่งเสริม กระตุ้นพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตามแนวทางใหม่ดังกล่าว ส่วนเด็กที่เกิดก่อนหน้านั้นจะมีการคัดกรองและส่งเสริม กระตุ้นพัฒนาการให้สมวัยตามช่วงอายุ 9, 18, 30 และ 42 เดือน ทั้งนี้ จะเปิดโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 เมษายน 2558 ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี “ทั้งหมดทั้งมวลของการดำเนินการมีเป้าหมายที่สำคัญเพื่อให้เด็กไทยมีพัฒนาการที่สมวัย ขณะเดียวกันผู้ปกครองจะมีอุปกรณ์และเอกสารความรู้ที่ใช้ในการสังเกตลูกและดำเนินกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการ และเจ้าหน้าที่มีความคุ้นเคย ใส่ใจกับการให้การดูแลพัฒนาการเด็ก จะเป็นการขับเคลื่อนเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการเด็กไปพร้อมกันในทุกภาคส่วน” นพ.สมัยกล่าวทิ้งท้าย 0

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Tags:

%d bloggers like this: