ข้อบัญญัติท้องถิ่น จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า

หลากมิติเวทีทัศน์ : พลวัตสิทธิชุมชน สู่ “ข้อบัญญัติท้องถิ่น” จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า : โดย…โอฬาร อ่องระ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ

9g97jh6a7aakfjefabbk5.jpg

ความสลับซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและไร้ทิศทาง ส่งผลให้ฐานทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต รวมไปถึงการรักษาระบบนิเวศ ถูกบุกรุกขยายพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างชุมชนกับชุมชน ชุมชนกับกลุ่มทุนที่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

อันทำให้เห็นว่า แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในมิติเชิงเดี่ยว หรือการจัดการที่มุ่งเน้นไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง คงไม่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ ต่อเงื่อนไขความสลับซับซ้อนของปัญหาที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน

จากข้อจำกัดที่เกิดมานั้นเอง ภาคส่วนต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็น ภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาทรัพยากรที่เกิดขึ้น

จุดเปลี่ยนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนากลไกการทำงานที่นำไปสู่การจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในการจัดการทรัพยากรขึ้นมาใหม่ มาจากการกระจายอำนาจจากรัฐส่วนกลางสู่ท้องถิ่น โดยมีเจตนารมณ์ที่มุ่งลดบทบาทของรัฐส่วนกลางลงเหลือภารกิจหลักเท่าที่จำเป็น และให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนในการบริหารจัดการท้องถิ่นด้วยตนเองให้มากขึ้น บทบาทภารกิจ หน้าที่ ได้ถูกถ่ายโอนลงมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้หน้าที่ บทบาทนี้เอง ได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถใช้อำนาจในการสนับสนุนกระบวนการในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในขอบเขตการบริหารงานของท้องถิ่นนั้นๆ

กระบวนการการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกระจายอำนาจ ที่มุ่งเน้นไปที่กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายองค์กรชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ เรียนรู้ควบคู่กันไป ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระบวนการตัดสินใจจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยลำพัง แต่เป็นกระบวนการที่เริ่มต้นตั้งแต่การเรียนรู้ปัญหา วิเคราะห์ปัญหา สร้างความเข้าใจ จนมั่นใจว่า ข้อบัญญัติท้องถิ่น เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีกรณีตัวอย่างในหลายพื้นที่ที่ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการและหัวใจในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น

อย่าง ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบระหว่างหุบเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาสัมปทานตัดไม้ จากนโยบายการพัฒนาประเทศ รวมไปถึงการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจ ส่งผลให้ทรัพยากรในผืนป่าต้นน้ำแม่ทา ในบริเวณ ต.ทาเหนือ เริ่มถูกขยายบุกรุกพื้นที่ป่ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยปัจจัยภายในที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจภายในและภายนอกชุมชน

ขณะเดียวกันการเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ซึ่งซ้อนทับกับพื้นที่ป่าชุมชนและเขตพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ ต.ทาเหนือ ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดมาตรการในการแก้ไขปัญหาผ่านการชุมนุมเรียกร้อง การรณรงค์ในทางสังคมในประเด็นสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรรวมถึงการผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน

ความล้มเหลวของกระบวนการผลักดันกฎหมายในระดับนโยบาย โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่า ได้ส่งผลให้เกิดการทบทวนการทำงานและการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่นอย่างจริงจัง และการมีคณะกรรมการเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.ทาเหนือ เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ ในการจัดการฐานทรัพยากรในระดับตำบล ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ที่อาศัยอำนาจ หน้าที่ โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบล เข้ามาเป็นกลไก รวมถึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสถาปนาอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ ผ่านการตรากฎหมายท้องถิ่นหรือที่เรียกว่า “ข้อบัญญัติท้องถิ่น” ซึ่งเป็นกฎ กติกา ที่ออกโดยอาศัยอำนาจนิติบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยถูกตราขึ้นเพื่อวางหลักเกณฑ์และวิธีการของการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น

ภายใต้กระบวนการพัฒนาให้เกิดข้อบัญญัติตำบล ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พบว่าทำให้เกิดกระบวนการสำคัญถึง 9 ประการ คือ

1.การทบทวนต้นทุน ระบบข้อมูล การจัดการกลไกการทำงาน ทั้งต้นทุนที่มีอยู่เดิมกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ การปฏิบัติการการจัดการทรัพยากรที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น ด้านต้นทุนฐานข้อมูล(Data Base) ที่แสดงถึงพัฒนาการการจัดการทรัพยากรของชุมชน เช่น การจัดการป่าชุมชน การจัดการไฟป่า การจัดการแหล่งน้ำ ด้านต้นทุนกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน(Functional Base) และต้นทุนทางสังคม(Social Capital Base) เป็นต้นทุนที่สำคัญในการทำให้กระบวนการทำงานในพื้นที่ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง

2.การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการจัดการทรัพยากร ป่าชุมชน ที่ดินทำกิน การจัดการเหมืองฝาย ไฟป่า โดยฐานข้อมูลดังกล่าวเป็นผลจากการทำงานของเครือข่ายป่าชุมชนที่ได้รวบรวม การดำเนินการดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนไปสู่การสร้างความชัดเจนในตัวฐานข้อมูล

3.การเรียนรู้ขั้นตอนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นที่คณะทำงานที่จะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจเป็นลำดับถัดมา เนื่องจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินการตามบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้ให้เข้าใจหลักการของกฎหมาย และการเชื่อมโยงกันของกฎหมาย โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกรอบหลักในการเรียนรู้

4.การจัดทำระบบฐานข้อมูลชุมชนและทรัพยากร เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อต้องการจะสื่อสารกับภาคีต่างๆ ภายนอก ในระยะแรก การจัดทำข้อมูลของชุมชนใช้เพียงกระดาษ ปากกา เขียนแผนที่ทำมือ กฎกติกาในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ ในยุคที่ 2 เป็นการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นฐานในการจัดทำแผนที่จำลองสามมิติ (Model) ใช้ในการนำเสนอการดำเนินการของชุมชนทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นมาอีกระดับ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทั้งเทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือกับภาคีต่างๆ ทำให้มีการนำเอาแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ สี 1:4,000 กับเครื่องหาตำแหน่งพิกัดดาวเทียมมาใช้ ทำให้ชุมชนทำการปรับปรุงข้อมูลของตนเองและสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

5.การตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้เกิดความชัดเจนของข้อมูลที่ได้จัดทำเป็นขั้นแรกก่อนที่จะทำการปรับปรุงแก้ไขในฐานข้อมูล GIS ว่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์หรือไม่ ประการสำคัญยังถือเป็นการตรวจสอบว่ากฎระเบียบ กติกาการใช้ประโยชน์ได้ถูกละเมิดหรือไม่ ซึ่งตามปกติชุมชนโดยแกนนำจะทำการลาดตระเวนตรวจสอบอยู่เป็นประจำ

6.การยกร่างข้อบัญญัติกระบวนการยกร่างข้อบัญญัติ มีวิธีการที่ต้องการการสนับสนุนจากนักวิชาการเนื่องจากสาระสำคัญที่ต้องมีการเรียนรู้ ตั้งแต่หลักคิด/หลักการของ(ร่าง)ข้อบัญญัติ เนื้อหารายละเอียด กลไก วิธีการดำเนินการจะต้องทำไปพร้อมกับการเรียนรู้กฎหมายที่ให้อำนาจ บทบาทหน้าที่แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

7.การประชาพิจารณ์ร่างข้อบัญญัติ และการสนับสนุนร่างข้อบัญญัติของชุมชนประเด็นการจัดประชาพิจารณ์ร่างข้อบัญญัติฯ เป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบรายละเอียดและได้แสดงความคิดเห็นในเนื้อหาของร่างฯ เพื่อให้คณะทำงานได้ปรับปรุงตามความเห็นที่เป็นประโยชน์ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการพิจารณาของสภา

8.การนำเข้าสู่กระบวนการของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล

9.ขั้นตอนการขออนุมัติต่อนายอำเภอ เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้รับมอบร่างข้อบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบ พร้อมบันทึกการประชุมสภา จากประธานสภาแล้ว ก็จะดำเนินจัดทำหนังสือขออนุมัติ ตามระเบียบองค์การบริหารส่วนตำบล

จากบทเรียนการขับเคลื่อนการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในหลายพื้นที่ได้ส่งผลในทางรูปธรรมที่มีความชัดเจนถึงพลังในการปกป้องฐานทรัพยากรที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและยั่งยืน

โจทย์ที่สำคัญที่ท้าทายคือกระบวนการที่สำคัญดังกล่าวจะสามารถสร้างพื้นที่ในทางนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาและเจตนารมณ์ในเรื่องสิทธิชุมชน การกระจายอำนาจ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสังคม การเมือง อย่างเป็นจริงต่อไป

(หลากมิติเวทีทัศน์ : พลวัตสิทธิชุมชน สู่ ‘ข้อบัญญัติท้องถิ่น’ จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า : โดย…โอฬาร อ่องระ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ)

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Tags:

%d bloggers like this: