สัญญาณจากปารีสถึงประเทศไทย

หลากมิติเวทีทัศน์ : สัญญาณจากปารีสถึงประเทศไทย เผชิญอนาคตด้วยการเจริญสติและความพอเพียง : โดย…สุริชัย หวันแก้ว

ba66fcdhikbkb9bg7g699.jpg

เมื่อเดือนกันยายนก่อนสิ้นปีที่แล้ว สหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการประชุมเตรียมการและปรึกษาหารือในระดับโลกมาอย่างจริงจังและต่อเนื่องหลายปี

การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติดังกล่าว ได้รับการขานรับจากผู้นำของทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย เป้าหมายของโลกที่เห็นพ้องต้องกัน ได้แก่ แก้ปัญหาความยากจน การสร้างหลักประกันในการสร้างความเติบโตมั่งคั่งและความเสมอภาคอย่างเสมอหน้า และการพัฒนาจะไม่ทอดทิ้งกลุ่มใด (social inclusion) และจะเป็นไปอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผืนพิภพ (planet) และภูมิอากาศ ตลอดสร้างสรรค์สันติภาพ และความเป็นธรรมในทุกระดับ การจะบรรลุเป้าหมายต่างๆเหล่านี้ไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพังหากจำต้องอาศัยยุทธศาสตร์เชิงภาคี (partnership)

สัญญาณจากข้อตกลงที่ปารีส ถึงไทย

เพียงเดือนเศษหลังจากนั้น มีการประชุมระดับสูงของประมุขรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 11 (CMP11) ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2558 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ผู้นำประเทศไทยได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์แน่วแน่ในการประชุมนั้นโดยที่ประกาศว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งใช้แผนพลังงานทดแทน พร้อมกับใช้ฐานะประธานกลุ่ม G77 (ประเทศกำลังพัฒนาในโลก) ทำงานด้วยกันเพื่อร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน

จากหลัก “การปกครอง” สู่หลักธรรมาภิบาล

แนวคิด governance นี้ ถือเป็นที่นิยมกว้างขวางในระยะกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ในแวดวงวิชาการหลายสาขาวิชา โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ นโยบายศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมวิทยา สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยด้านความเสี่ยง (risk research) ฯลฯ

โดยทั่วไปเรามักจะคุ้นเคยกับการพูดถึงธรรมาภิบาลระดับชาติ และเรามักจะนึกถึงโครงสร้างและกระบวนการของการตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งมักจะนำโดยภาครัฐ แต่ในการตื่นตัวในยุคปัจจุบันจำจะต้องมีภาคส่วนอื่นร่วมวงด้วย

แต่ยังมีบริบทใหญ่ที่ห้อมล้อมประเทศอยู่คือโลกและจักรวาลในระดับโลก “ธรรมาภิบาล” มีโครงสร้างตามแนวนอนของการกำกับดูแลตัวเองของรัฐและองค์กรอื่นที่มิใช่รัฐ อันจะทำให้มีการตัดสินใจร่วมกันโดยมิได้มีอำนาจบังคับจากหน่วยที่มีฐานะเหนือกว่า

ที่สำคัญในสถานการณ์โลกและผืนพิภพ เช่น ปัจจุบัน การตัดสินใจทางนโยบายผิดสามารถส่งผลกระทบถึงชะตากรรมของทั้งสังคมที่อยู่ร่วมกันไปด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพิจารณาการอภิบาลโดยจำแนกแยกแยะออกเป็นการอภิบาล/ธรรมาภิบาล : แนวตั้งกับแนวนอน ซึ่งจะทำให้เราสามารถมองได้มุมกว้างและครอบคลุมกว่าเดิม

ความสำคัญของการกำกับดูแลความเสี่ยง

ในโลกปัจจุบันที่การพัฒนาเชื่อมโยงกันและมีการพึ่งพาอาศัยกันในระดับต่างๆ มากขึ้น สภาพการณ์พัฒนาภายใต้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูงมีส่วนสำคัญที่กระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า แต่ในอีกด้านหนึ่งโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นและเกี่ยวเนื่องกับภาวะความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ตัวอย่างเช่น โรคติดต่อ เมอร์ส ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ หรือแม้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้มากมาย นับวันประเทศเราจะมีประสบการณ์ต่อความไม่แน่นอนและความเสี่ยงมากขึ้น ความเสี่ยงอันตรายแบบใหม่มักมีแหล่งที่มาหลากหลายและเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นมติชัดเจนในโลกปัจจุบันสะท้อนว่า เรามีประสบการณ์ต่อความเสี่ยง (Risk) ร่วมกันมากขึ้นทั้งเศรษฐกิจการเมืองและความรุนแรง ฯลฯ ในทุกระดับ จนกระทั่งมีความเห็นพ้องกันมากขึ้นว่าสภาวะโลกยุคปัจจุบันเป็นภาวะสังคมเสี่ยงภัย (Risk Society) ในระดับโลกที่มีหลายระดับและความซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การบริหารความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนอย่างไรดี?

ลักษณะของปัญหาในประเทศในบริบทโลกาภิวัตน์ที่ซับซ้อนนั้น ต้องการวิธีรับมือแบบใหม่ แนวคิดเรื่อง “การปกครอง” ที่มีลักษณะแนวตั้งจึงต้องการการปรับปรุงให้กว้างขึ้น เป็นการดูแลหรือกำกับความเสี่ยง (risk) ทั้งนี้เพราะในโลกที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันใกล้ชิดการกระทำที่มีจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่งอาจทำให้เกิดผลอีกอย่างหนึ่งได้

ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ข้อที่ว่า ท่ามกลางกระแสการพัฒนาในโลกที่เร่งรุด แต่ทว่าในประเทศยังมีความเคยชินกับการตัดสินใจแบบรวมศูนย์ในระดับสูงอยู่เช่นนี้ พื้นที่ทางนโยบายจึงยังมิได้เอื้ออำนวยเท่าที่ควร พื้นที่ทางนโยบายยังมีลักษณะอยู่อย่างน้อย 3 ประการ กล่าวคือ ก.ค่อนข้างปิด ข.ยังเป็นแนวตั้ง(vertical) อยู่มาก ค.ทัศนวิสัยของสาธารณะยัง “ติดอยู่ในกับดัก” หรือ “อารมณ์ค้าง” แบบแยกขั้วอย่างต่อเนื่องอยู่ไม่น้อย

สถานการณ์ด้านการกำหนดนโยบายของประเทศ จึงยังประกอบด้วยเงื่อนไขของภาวะที่ซับซ้อน สถานการณ์ที่ยุ่งยากซับซ้อนจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลความเสี่ยงร่วมกัน (Risk Governance) เพราะการตัดสินใจที่เป็นการไม่ร่วมรับผิดชอบ เป็นการผลักภาระความเสี่ยงแก่ “คนอื่น” อาจโดยเจตนาหรือไม่ก็ได้

ดังนั้น การเปิดพื้นที่นโยบาย และเพิ่มพื้นที่ในการสื่อสารแนวนอนและแนวไขว้ให้มากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้สามารถยกระดับทั้งความรู้และสติปัญญาในการช่วยกันประกันความเสี่ยงต่ออนาคตได้ดีขึ้นและเพื่อที่เราทุกส่วนจะได้ทำหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

สรุป : เราต้องการพื้นที่แลกเปลี่ยนเพื่อรับผิดชอบร่วมกัน

การประชุมสุดยอดระดับโลก สรุปทั้งสองครั้งข้างต้น สะท้อนการตื่นรู้ถึง “ชะตากรรมร่วมกัน” ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งเกินเลยที่จะกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่มีนัยความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ของการพัฒนาของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะเดียวกันสมควรจะถือเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญยิ่ง แก่ผู้วางนโยบายในทุกระดับและในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ นักลงทุนและประชาสังคม

แต่อย่างไรก็ดี การพัฒนาของโลกและของประเทศไทยเองที่ผ่านมา ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาและทิศทางดังกล่าวมากนัก ข้อกังวลและคำวิพากษ์ต่อการประชุมเหล่านั้น จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คงจะไม่เป็นการผิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า นับต่อไปนี้บรรยากาศการถกแถลงเรื่องอนาคตของการพัฒนาในโลกและในภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ตามจะไม่อาจละเลยหรือมองข้ามฉันทามติระดับโลกเหล่านี้ไปได้ ส่วนที่เคยแต่มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยละเลยไม่ใส่ใจให้กำกับด้วยหลัก “ความพอเพียง” นั้น ไม่ได้เสียแล้ว

กรณีประมงนอกน่านน้ำของไทยรวมทั้งโจทย์เรื่อง “แรงงานทาสสมัยใหม่” น่าจะยืนยันถึงปัญหาที่มีรากเหง้าลึกซึ้งและซับซ้อนในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน การหวังพึ่งการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) จะอาศัยแต่อำนาจเด็ดขาดโดยมองข้ามส่วนร่วมทางนโยบายก็สามารถสร้างปัญหาความทุกข์ยากมากขึ้นได้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การอ้าง “หลักความพอเพียง” ให้เป็นคาถาโดยขาดพื้นที่การเจริญสติ และเจริญปัญญาร่วมกันนั้น เป็นการลดทอนค่าและทำให้คำนี้หมดพลังความหมายที่แท้จริงไป

ประเด็นสำคัญ จึงได้แก่ การเปลี่ยนผ่านขนานใหญ่สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Great Transitions) นั้นเรียกร้องให้ทุกวงการ โดยเฉพาะภาคประชาสังคมและผู้ที่ห่วงใยอนาคตพิจารณาถึงเรื่องต่อไปนี้

1.ต้องการการทำงานเชิงระบบในภาพรวมในทุกระดับอย่างจริงจังต่อเนื่องและระยะยาว และในการนี้ต้องการองค์ความรู้อย่างมีพลังในการผลิตด้านการแก้ปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน

2.พื้นที่ความรู้และพื้นที่นโยบาย จะต้อง “เปิด” เพื่อให้สามารถระดมความรู้ความคิด รวมทั้งส่วนร่วมจากเจ้าทุกข์ระดับชุมชนด้วย

3.การหากุญแจเปิดสติและปัญญาสังคมเพื่อประกันความเสี่ยงต่ออนาคตจำเป็นยิ่ง “ขีดจำกัดของผืนพิภพ” เศรษฐกิจฐานรากความมั่นคงของมนุษย์หรือแม้แต่ “ประชารัฐ” ฯลฯ ล้วนเป็นคำกุญแจเช่นว่านั้น อย่างไรก็ดี ถ้าหากคำนโยบายมิได้ใช้ให้เต็มความหมายในการเผชิญชะตากรรมร่วมกันก็อาจกลายเป็นเพียงการเล่นคำใหม่ๆ เท่านั้น

4.ม่านแห่งโอกาสของการเสริมสร้างสภาวะผู้นำของประเทศไทยในโลกเปิดขึ้นแล้ว ภายใต้บริบทแห่งโลกาภิวัตน์ทุนนิยมที่ประชาคมโลกตื่นตัวรอบใหม่ร่วมกันนี้ โลกาภิวัตน์แห่งการแข่งขันมิได้หมายถึงการวิ่งไล่กวดตามแนวเส้นตรงโดยไม่สนใจผลกระทบรอบตัวและรอบสนามได้อีกต่อไปแล้ว ความสามารถในการแข่งขันเพื่ออนาคตจักต้องเดินภายใต้ความตระหนักถึงความพอเพียง แต่ด้วยพลังจินตนาการยิ่งกว่าเดิม

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: