๖ปีปิดทองหลังพระนำศาสตร์พระราชาพัฒนาประเทศ

6ปีปิดทองหลังพระนำศาสตร์พระราชาพัฒนาประเทศ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

gadeddi7aaaab59iaeffj.jpg

“ปิดทองหลังพระถูกสร้างขึ้นมาเพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางหลักในการบริหารและพัฒนาประเทศ โดยเริ่มต้นการทำงานที่ จ.น่าน ซึ่งประสบปัญหาเขาหัวโล้นอย่างรุนแรง โดยเริ่มต้นดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ได้ขยายผลการดำเนินงานไปสู่ จ.อุดรธานี กาฬสินธุ์ เพชรบุรี และอุทัยธานี รวมทั้งสิ้น 5 จังหวัด ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบ จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 5 ปี ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ ร่วมกับภาคีทั้งภาคการศึกษา ภาคสังคม ขับเคลื่อนการทำงานจนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาระบบน้ำ ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชน” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เล่าถึงความเป็นมาและการทำงานของมูลนิธิ ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า การพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่รับน้ำถือเป็นงานสำคัญ ซึ่งมูลนิธิได้ดำเนินการในพื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2558 ที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก มูลนิธิได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงภาคเกษตรและชนบทให้ช่วย จึงเร่งดำเนินการในพื้นที่ต้นแบบและขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวบ้าน ล่าสุดการทำงานดังกล่าวครอบคลุมประชากร 3,948 ครัวเรือน เกิดพื้นที่รับน้ำการเกษตรเพิ่มขึ้น 17,379 ไร่ เกิดพื้นที่สีเขียวสวยงามเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำงานในแต่ละพื้นที่มีความก้าวหน้าน้อยบ้าง มากบ้าง แต่สำคัญที่สุดคือ มูลนิธิจะทำงานบนพื้นฐานความต้องการของชุมชนเป็นที่ตั้ง การแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็เกิดจากการสำรวจสอบถามจากชาวบ้านในพื้นที่ทุกหลังคาเรือน ไม่ใช่แค่ฟังจากผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ ย้อนเวลาไปสู่การทำงานช่วง 5 ปีในพื้นที่ 5 ต้นแบบ คุณชายดิศ ชี้ชัดว่า ความเหลื่อมล้ำถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขจริง เพราะเป็นรากฐานสำคัญที่นำประเทศไปสู่วิกฤติทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยมูลนิธิมีความมั่นใจว่า แนวทางและวิธีการของปิดทองหลังพระจะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้นการทำงานที่ผ่านมาประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านเศรษฐกิจ การจัดการน้ำอันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีรัฐบาลใดประกาศให้เรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติ ที่ผ่านมาภาคอีสานประสบปัญหาขาดแคลนน้ำไม่มีน้ำรองรับไว้ใช้ มูลนิธิจึงพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและดำเนินการตามแผนงานโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เกิดพื้นที่รับน้ำสำหรับเกษตรกรใน 5 จังหวัดพื้นที่ต้นแบบเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า จากพื้นเริ่มต้น 21,418 ไร่ ปัจจุบันเป็น 160,890 ไร่ 2.ด้านสังคม พัฒนาและส่งเสริมอาชีพและพืชเศรษฐกิจใหม่ อาทิ พริกซูเปอร์ฮอท สตรอเบอร์รี่ กล้วยเหลืองนวล การเลี้ยงหมูเหมยซาน เป็ดอี้เหลียง เป็นต้น เพื่อเป็นทางเลือกสร้างรายได้เสริม ขณะที่พืชบางชนิดเป็นทางเลือกใหม่ ที่สามารถปลูกทดแทนข้อจำกัดในการปลูกข้าวของบางพื้นที่ เช่น บ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี โดยมุ่งให้ความรู้และต่อยอดไปสู่ความเข้มแข็งจากระดับครัวเรือนไปสู่ระดับชุมชน และต่อยอดมาสู่การรวมกลุ่มบริหารจัดการ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าสังคมชนบท โดยเวลานี้มีกลุ่ม/กองทุนชาวบ้านที่จัดการตนเองได้แล้ว 33 กลุ่ม/กองทุน มีงบประมาณ 3.6 ล้านบาท เลขาธิการมูลนิธิ กล่าวต่อว่า และสุดท้ายด้านสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และชุมชนฟื้นฟูป่าหัวโล้นของ จ.น่าน ด้วยการสร้างป่าชุมชนและป่าเศรษฐกิจ เช่น ส่งเสริมปลูกหวาย งาม้อน มะม่วงหิมพานต์ จนคืนพื้นที่ได้แล้ว 87,865 ไร่ และยังได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้และไม้เศรษฐกิจไปแล้วไม่น้อยกว่า 7.5 ล้านต้น นับเป็นการคืนความสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสร้างรายได้แก่ชาวบ้านระยะยาว สำหรับบทบาทใหม่ของปิดทองหลังพระจากนี้ ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า ในปีที่ 6 ของมูลนิธิ หรือในช่วงปีงบประมาณ 2559-2563 จะเพิ่มบทบาทการกระจายความรู้สู่สังคม การขับเคลื่อนงานมุ่งสู่สาธารณะ อันเป็นแนวทางที่จะนำ “ศาสตร์ของพระราชา” สู่การพัฒนาประเทศดังที่ตั้งใจไว้ โดยนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่ได้จากพื้นที่ต้นแบบ ไปสร้างความรู้ความเข้าใจกับหน่วยงานราชการให้เข้าใจและแปลงให้เกิดเป็นนโยบายรัฐบาล อันจะนำไปสู่การปฏิบัติ เมื่อนั้นความมุ่งมั่นนี้จะเกิดขึ้น “ในช่วงต้นปิดทองหลังพระจะร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดการความรู้ ออกแบบหลักสูตร สร้างนักพัฒนาหลักสูตร โดยใช้พื้นที่ ต.ทุ่งโป่ง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เป็นพื้นที่ต้นแบบ และในอนาคตจะขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผ่านมาในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบทั้ง 5 จังหวัด มูลนิธิได้ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ทำงานมาต่อเนื่อง และจากนี้ยังคงร่วมมือต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยทุกแห่งก็มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้นิสิตนักศึกษาของตนได้นำองค์ความรู้ที่มีมาร่วมต่อยอดในการพัฒนาในทุกพื้นที่มีความเจริญมั่นคง ซึ่งความร่วมมือจากภาคีทุกส่วนถือว่ามีความสำคัญที่สุดในการทำงาน” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวในตอนท้าย

วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements

Tags:

%d bloggers like this: