Archive | ข่าวการศึกษา RSS for this section

สพป.นครศรีธรรมราช เขต ๒ เปิดบ้านเขตสุจริตและโรงเรียนสุจริต (OPEN HOUSE)

892668.jpg

…+++31 สิงหาคม 2559 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จัดกิจกรรมเปิดบ้านเขตสุจริตและโรงเรียนสุจริต (OPEN HOUSE) ภายใต้โครงการการพัฒนาบุคลากรมืออาชีพสู่เขตสุจริตต้นแบบและโรงเรียนสุจริตนำร่องที่เป็นเลิศอย่างยั่งยืน โดยมีนางพรรณี สกุณา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 เป็นประธานเปิด นายมังกรแก้ว ดรุณศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 กล่าวรายงาน ณ ลานอเนกประสงค์ สพป.นครศรีธรรมราช เขต 2

…+++สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 สมัครเข้าร่วมการพัฒนาเป็นเขตสุจริตต้นแบบทดลองนำร่อง 1 ใน 10 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้บุคลากรมีคุณลักษณะ 5 ประการ คือ กระบวนการคิด ความมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความพอเพียง และการมีจิตสาธารณะ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรรีธรรมราช เขต 2 เป็นแบบอย่างในด้านการเสริมสร้างคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) และเพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรสู่เขตสุจริตและโรงเรียนสุจริตที่ยั่งยืน จึงดำเนินการจัดกิจกรรมเปิดบ้านเขตสุจริตและโรงเรียนสุจริต (OPEN HOUS) เพื่อเป็นการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งในของบุคลากร เป็นการตรวจสอบ ยืนยันสภาพจริงในการดำเนินงานคุณภาพเขตสุจริต และเป็นการรายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศของเขตสุจริตต่อสาธารณชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินการได้ดำเนินการมอบเกียรติบัตรให้กับบุคลากรและโรงเรียนแกนนำเครือข่ายสุจริต จำนวน 22 โรงเรียนที่ผ่านการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ที่อยู่ในระดับสูงมากและมาก

…+++ รูปแบบการจัดกิจกรรม ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการผลงานที่เป็นเลิศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 และโรงเรียนสุจริต พร้อมทั้งจัดบรรยายพิเศษในหัวข้อทำอย่างไรให้เป็นเขตสุจริตและโรงเรียนสุจริตแบบยั่งยืน

01 กันยายน 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

Advertisements

สพป.สิงห์บุรี ทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

893301.JPG

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559 เวลา 09.00 น. ดร.สุเมธี จันทร์หอม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานการประชุม การจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ครั้งที่ 1/2559 ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ด้วยรูปแบบที่หลากหลายมาอย่างต่อเนื่องโดยคำนึงถึงคุณภาพนักเรียนเป็นหลัก และแนวทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มคุณภาพผู้เรียนได้คือ การมีโรงเรียนมีมาตรฐานเท่าเทียมกันหรือการทำโรงเรียนให้มีคุณภาพที่เป็นศูนย์กลาง (โรงเรียนแม่เหล็ก) ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องมีข้อมูลโรงเรียนแม่เหล็กเพื่อดึงดูดโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ใกล้เคียงกันมาเรียนรวมที่โรงเรียนแม่เหล็ก เพื่อจะพัฒนาโรงเรียนแม่เหล็กให้มีความพร้อมในการรองรับนักเรียน ในอนาคตโดยที่โรงเรียนที่มาเรียนรวมมีนักเรียนต่ำกว่า 40 คนลงมา โดยให้เสนอรูปแบบที่มีโรงเรียนมาเรียนรวมตั้งแต่ 1 : 1 , 1:2 , 1:3 หรือมีโรงเรียนมาเรียนรวมมากกว่า 4 โรงเรียนขึ้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก โดยจัดให้มีการบูรณาการเรียนร่วมระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนประถมศึกษาคุณภาพ แก้ปัญหาการบริหารจัดการโดยไม่มีการ ยุบเลิก เน้นควบรวม ต้องมีครูครบชั้น โดยแบ่งกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องบริหารจัดการ 1. โรงเรียนที่มีที่ตั้งทางสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นข้อจำกัด ได้แก่ โรงเรียนพื้นที่พิเศษ ห่างไกล พื้นที่สูงหรือเกาะ และโรงเรียนที่มีระยะห่างจากโรงเรียนใกล้เคียงเกิน 6 กิโลเมตร ให้คงสภาพอยู่ก่อน 2. โรงเรียนทั่วไปที่มีระยะห่างจากโรงเรียนใกล้เคียงไม่เกิน 6 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นโรงเรียนที่จะเข้าสู่การบริหารจัดการ การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง “การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก” ในการนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พิจารณาให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว จึงได้เชิญผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณา แบ่งกลุ่ม ดังนี้ (1) กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 40 คนลงมา จำนวน 18 โรงเรียน บริหารจัดการรูปแบบเรียนรวมแล้ว 7 โรงเรียน บริหารจัดการในครั้งนี้ จำนวน 11 โรงเรียน (2) กลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส ที่มีนักเรียนขยายโอกาส ไม่เกิน 20 คน 6 โรงเรียน และ (3) กลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส ที่มีนักเรียนขยายโอกาส 21 – 40 คน จำนวน 27 โรงเรียน โดยให้แต่ละกลุ่ม อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึง แนวทางการบริหารจัดการตามสภาพบริบทของแต่ละโรงเรียน

02 กันยายน 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

ข่าวสารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพื้นฐาน วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙

สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 ศึกษาดูงานสำนักงานเขตสุจริต สพป.เพชรบุรี เขต 2

892847.JPG

29สค.59 ดร.ไพศาล ปันแดน ผอ.สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 นำคณะรองผอ.สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 และบุคลากรกลุ่มจิตอาสา บนสำนักงานเขตพื้นที่ทั้ง 8 กลุ่ม ศึกษาดูงานเรื่องสำนักงานเขตสุจริต ณ สพป.เพชรบุรี เขต 2 โดยมีใบงานให้คณะศึกษาดูงานบันทึกในเรื่อง..1.รูปแบบพัฒนาความเป็นเขตสุจริต 2.วิธีการ 3.กิจกรรมเสริม 4.ตัวอย่างการจัดการ 5.นำมาปรับใช้ตามประเด็น..ความโปร่งใส ความพร้อม คุณธรรม วัฒนธรรม โดยท่านวินัย คุณวุฒิ ผอ.สพป.เพชรบุรี เขต 2 พร้อมคณะให้การต้อนรับ จากการรายงานผลการดำเนินงานของสพป.เพชรบุรี เขต 2 ทำให้เกิดผลต่อสำนักงานเขต คือ การบริการ ความประหยัด และตรงเวลา มีมากขึ้น และมีการเยี่ยมชมนิทรรศการสิ่งแวดล้อมโด ยรร.หมุนเวียนมาจัดนิทรรศการ ..เยี่ยมชมการจำกัดขยะ ซึ่งเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 มีโครงการเตรียมพัฒนาเรียบร้อยแล้ว

สพม.6 ประชุมผู้บริหารโรงเรียน ครั้งที่ 7/2559

892854.JPG

+ดร.ธีระวัฒน์ วรรณนุช ผอ.สพม.6 ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 3 เป็นประธานเปิดประชุมผู้บริหารโรงเรียนสังกัด สพม.6 ครั้งที่7/2559 ก่อนดำเนินการประชุม มอบโล่และเกียรติบัตรให้แก่โรงเรียนพุทธรังสีพิบูล เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันออกแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมและพลังงานสะอาด (Green Energy) ที่ประเทศไต้หวัน ณ National Taichung Industrial High School เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ได้รับรางวัล Design and Explanation of Juncture Superior Innovation (1 Place) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวนักเรียนโรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร ที่ประสบอุบติเหตุเสียชีวิต จำนวน 2 ราย เป็นเงิน 11,400 บาท และมอบเงินช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบภัยพิบัติไฟไหม้บ้าน โรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา เป็นเงิน 10,010 บาท และประธานดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมครั้งที่ 7/2559 ต่อไป เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559 ณ โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จังหวัดฉะเชิงเทรา (จันทรา…ภาพ/ข่าว)

อาคารเรียนปฐมวัย “ด้วยสำนึกรักบ้านเกิด โรงเรียนเก่า คืนสู่เหย้าถลุงเหล็ก ๗๕ ปี”

893244.JPG

ศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบ้านถลุงเหล็กและชุมชน จัดทำผ้าป่าระดมทุนสร้างอาคารเรียนปฐมวัย “สำนึกรักบ้านเกิด โรงเรียนเก่า คืนสู่เหย้าถลุงเหล็ก ๗๕ ปี” จำนวน ๔๖๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ นางวิไลลักษณ์ จุลเสริม รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ นายสุพรมแดน ประทุมเมศ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านถลุงเหล็ก รับมอบอาคารเรียนปฐมวัย “ด้วยสำนึกรักบ้านเกิด โรงเรียนเก่า คืนสู่เหย้าถลุงเหล็ก ๗๕ ปี” จากคณะศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบ้านถลุงเหล็กและชุมชน ซึ่งได้ร่วมกันจัดทำผ้าป่าระดมทุนสร้างอาคารเรียนปฐมวัย จำนวน ๔๖๐,๐๐๐ บาท โดยมี นางบังอร แก่นจันทร์ นายรังสฤษดิ์ พลอามาตย์ ศึกษานิเทศก์ สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ คณะครู นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง ได้ร่วมพิธีทำบุญอาคารเรียนปฐมวัย ถวายภัตตาหารเพล พระสงฆ์ จำนวน ๕ รูป และประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

2 กันยายน 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

สพฐ. ชวนไปดูโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันจนได้รับรางวัล MOE Awards ประจำปี ๒๕๕๘ สาขาหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ

892461.jpg

***ดร.พะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันจนได้รับรางวัล MOE Awards ประจำปี 2558 สาขาหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ ณ โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อประดู่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

รองเลขาธิการ (กพฐ.) กล่าวว่า โครงการอาหารกลางวัน เป็นโครงการ ที่มุ่งแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งพบว่านักเรียนประถมศึกษา จำนวนมากขาดแคลนอาหารกลางวันหรือมีอาหารกลางวันแต่ปริมาณไม่เพียงพอ หรืออาหารมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ ทำให้ภาวะการเจริญเติบโต ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการอาหารกลางวัน จึงกำหนดนโยบาย ให้โรงเรียนดำเนินโครงการอาหารกลางวันทุกโรงเรียน โดยจัดตั้งกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่าย สำหรับการสนับสนุนและช่วยเหลือภาวะโภชนาการของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา และในปีงบประมาณ 2544 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ถ่ายโอนงบประมาณค่าอาหารกลางวัน ไปให้กระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดตั้ง และจัดสรรงบประมาณเอง มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 จนถึงปัจจุบัน

ด้าน ดร.ปาลีวรรณ สิทธิการ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านบ่อประดู่ กล่าวว่าโรงเรียนชุมชนบ้านบ่อประดู่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จัดการศึกษาในระดับชั้นอนุบาล ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 223 คน ครู 10 คน ครูอัตราจ้าง 2 คน โรงเรียนชุมชนบ้าบ่อประดู่ ได้รับงบประมาณอุดหนุนโครงการอาหารกลางวัน จากองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ โดยได้รับอุดหนุน มื้อละ 20 บาท ต่อคนต่อวัน เพื่อนำมาจัดทำอาหารกลางวันให้นักเรียนรับประทานครบทุกคน ตลอด 200 วันใน 1 ปีการศึกษา จากความตั้งใจและความมุ่งหวังของคณะครูและชุมชน ที่ต้องการให้อาหารกลางวันที่นักเรียนรับประทานควรมีพืชผัก ที่ปลอดจากพิษตกค้าง เพื่อส่งเสริมสุขภาพนักเรียนให้แข็งแรงและมีภูมิต้านทานที่ดี ดังนั้นโรงเรียนจึงได้เริ่มดำเนินการปลูกผักปลอดสารพิษ ได้แก่ มะเขือ บวบ แตงกวา การเพาะเห็ด เพาะถั่วงอก การปลูกพริกขี้หนู มะระ แตงกวา ข้าวโพด ไผ่หวาน ถั่วฝักยาว ผักกวางตุ้ง ผักกาด ผักคะน้า กระเพรา โหรพา ปลูกมะนาวในวงบ่อ นอกจากโรงเรียนยังสร้างรายได้ให้แก่นักเรียน โดยการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ การเลี้ยงปลาดุก จัดทำธนาคารไก่ ซึ่งให้นักเรียนนำไก่พื้นเมืองมาฝากเลี้ยงที่โรงเรียน เมื่อมีรายได้จากการขายไก่ ส่วนหนึ่งก็จะนำรายได้เข้าสู่โรงเรียนเพื่อเป็นค่าอาหาร อีกส่วนหนึ่งก็จะแบ่งให้นักเรียนจากการร่วมมือร่วมใจกันในการดำเนินงาน ทำให้โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อประดู่ เป็นโรงเรียนต้นแบบที่ดำเนินโครงการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพ่อของแผ่นดินถิ่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ได้บูรณาการหลักการดำเนินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทำให้ โรงเรียนได้รับรางวัล MOE Awards ประจำปี 2558 สาขาหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ ประเภทโครงการและประเภทสถานศึกษา จากกระทรวงศึกษาธิการ

ดูภาพกิจกรรม

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1070338656395724.1073742386.10…

31 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

สอศ.ร่วมมือ อนุกรรมการ กรอ.อศ. พัฒนากำลังคนกลุ่มอาชีพเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

%E0%B8%9B%E0%B8%81.jpg

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมกับ สถานประกอบการภายใต้คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มอาชีพเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร 4 แห่ง เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของนักเรียน นักศึกษา และยกระดับคุณวุฒิวิชาชีพแก่บุคลากรของสถานประกอบการ ณ โรงแรม เอส ดี อเวนิว กรุงเทพ นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มอาชีพเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท แปซิฟิค แปรรูปสัตว์น้ำ จำกัด บริษัท แอร์ออร์คิดส์ จำกัด ซ้งพันธุ์ปลา กรุ๊ป และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามราชบุรี ซึ่งได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาการอาชีวศึกษา โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสด้านการศึกษาสายอาชีพ และให้ความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทวิภาคี ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร พัฒนาขีดความสามารถ ของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงบุคลากรของสถานประกอบการ ซึ่ง สอศ. เปิดโอกาสให้ทั้งนักเรียน นักศึกษา ประชาชน บุคลากรของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ขอรับการประเมิน เทียบโอนความรู้ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพื่อเพิ่มคุณวุฒิวิชาชีพได้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่าแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ให้มีความรู้ ความสามารถตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ คือ การให้สถานประกอบการ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ สู่ความเป็นสากล ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นที่เข้มแข็งในการร่วมกันพัฒนายกระดับการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมต่อไป

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.

24 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู สพป.ขอนแก่น เขต ๕

892473.jpg

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 นายณฤทธิ์ วิเศษศักดิ์ ผอ.สพป. ขอนแก่น เขต 5 มาเป็นประธานเปิดงานพร้อมบรรยายพิเศษ การประชุมตามโครงการประชุมครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการประชุมสามัญใหญ่ประจำปี 2559 ศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลบริบูรณ์ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย กิตติภพ เหล่าไชย และนายกฤต น้ำใจดี รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 5 ร่วมเดินทางมาในการนี้ด้วย โดยมี นายบรรชิต นิตไธสง ประธานศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู

กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม คือ

1. เพื่อให้บุคลากรมีความเข้าใจในแนวนโยบายและแนวปฏิบัติ ภาระงานของศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู

2. เพื่อการวางแผนงานการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจตลอดจนความสัมพันธ์ที่ดีแก่บุคลากรในศูนย์เครือข่าย

ในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมในการประชุม ประกอบด้วยผู้บริหาร ข้าราชครู และบุคลากรทางการศึกษาในศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู ทั้ง 15 โรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 178 คน+++++ :: ขอขอบคุณข่าวและภาพโดยเครือข่ายประชาสัมพันธ์ประจำศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู สพป.ขอนแก่น เขต 5

:: ติดตามข่าวและภาพข่าวเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kkn5.org และ http://www.facebook.com/prkkn5

31 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

อาชีวะจับมือ เอ.พี. ฮอนด้า ร่วมรณรงค์ปฏิวัติความคิดใหม่ ให้คนไทยใส่หมวกกันน็อก

%E0%B8%9B%E0%B8%81.jpg

ดร.ชาญเวช บุญประเดิม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายอารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช ประธานชมรมคนห่วงหัว เป็นประธานร่วมการเปิดตัวโครงการ “สังคมหัวแข็ง” ปฏิวัติความคิดใหม่ คนไทยใส่หมวก ซึ่งจัดโดยเอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสังคมหัวแข็ง เพื่อรณรงค์ให้คนไทยสวมหมวกกันน็อกเป็นนิสัย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสังคมไทยอย่างมาก หลายปีที่ผ่านมา สอศ. หรือหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการต่างก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับปัญหาเรื่องอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นกับเยาวชนไทย ในแต่ละปีพบความสูญเสียคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเติบโตไปเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศไปเป็นจำนวนมาก หลายฝ่าย จึงต้องร่วมกันทำหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ายังมีปัจจัยหลาย อย่างที่ทำให้อุบัติเหตุยังคงสูงอยู่ สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายและใกล้ตัวที่สุดก็คือการปกป้องตนเองจากอุบัติเหตุเหล่านั้น ซึ่งในปัจจุบันมีเยาวชนเป็นจำนวนมากใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทางแต่ยังละเลยและไม่ให้ความสำคัญกับการใส่หมวกกันน็อก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมกันปลูกจิตสำนึกและเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ โครงการ “สังคมหัวแข็ง” อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการณรงค์ เพราะไม่ได้เพียงแค่การประชาสัมพันธ์แต่ยังมีการร่วมมือเพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริงอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และ สอศ.เองพร้อมให้การสนับสนุนอย่างที่สุดเพื่อประโยชน์ของเยาวชนไทยของเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันหนึ่งเมืองไทยจะมีแต่คนใส่หมวกกันน็อกขี่รถจักรยานยนต์เป็นนิสัย

ด้านนายอารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า เอ.พี ฮอนด้า มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนเมืองไทยสู่เส้นทางของความปลอดภัย โดยในปีนี้ ได้สร้างสรรค์โครงการ “สังคมหัวแข็ง” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปลูกจิตสำนัก และเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนไทยใส่หมวกกันน็อกจนเป็นนิสัย ทั้งมุ่งประสานความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ สร้างความเป็นต้นแบบจากแต่ละเครือข่าย ต่อยอดขยายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมต่อสังคมไทยในวงกว้างต่อไป โดยจะเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวัน โดยในช่วงแรกของโครงการ ได้ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทยรวม 12 บริษัท และร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า กว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ สร้างสังคมหัวแข็งต้นแบบ โดยมีพนักงานรวมกว่า 35,000 คน เป็นตัวอย่างคนไทยใส่หมวกกันน็อกทุกครั้งเมื่อใช้รถจักรยานยนต์ และจะขยายแนวคิดนี้ไปยังสถานศึกษา สถานที่ราชการ และชุมชนต่าง ๆ ทุกจังหวัด

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.

25 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา