Archive | ข่าวการศึกษา RSS for this section

สพป.นครศรีธรรมราช เขต ๒ เปิดบ้านเขตสุจริตและโรงเรียนสุจริต (OPEN HOUSE)

892668.jpg

…+++31 สิงหาคม 2559 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จัดกิจกรรมเปิดบ้านเขตสุจริตและโรงเรียนสุจริต (OPEN HOUSE) ภายใต้โครงการการพัฒนาบุคลากรมืออาชีพสู่เขตสุจริตต้นแบบและโรงเรียนสุจริตนำร่องที่เป็นเลิศอย่างยั่งยืน โดยมีนางพรรณี สกุณา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 เป็นประธานเปิด นายมังกรแก้ว ดรุณศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 กล่าวรายงาน ณ ลานอเนกประสงค์ สพป.นครศรีธรรมราช เขต 2

…+++สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 สมัครเข้าร่วมการพัฒนาเป็นเขตสุจริตต้นแบบทดลองนำร่อง 1 ใน 10 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้บุคลากรมีคุณลักษณะ 5 ประการ คือ กระบวนการคิด ความมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความพอเพียง และการมีจิตสาธารณะ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรรีธรรมราช เขต 2 เป็นแบบอย่างในด้านการเสริมสร้างคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) และเพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรสู่เขตสุจริตและโรงเรียนสุจริตที่ยั่งยืน จึงดำเนินการจัดกิจกรรมเปิดบ้านเขตสุจริตและโรงเรียนสุจริต (OPEN HOUS) เพื่อเป็นการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งในของบุคลากร เป็นการตรวจสอบ ยืนยันสภาพจริงในการดำเนินงานคุณภาพเขตสุจริต และเป็นการรายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศของเขตสุจริตต่อสาธารณชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินการได้ดำเนินการมอบเกียรติบัตรให้กับบุคลากรและโรงเรียนแกนนำเครือข่ายสุจริต จำนวน 22 โรงเรียนที่ผ่านการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ที่อยู่ในระดับสูงมากและมาก

…+++ รูปแบบการจัดกิจกรรม ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการผลงานที่เป็นเลิศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 และโรงเรียนสุจริต พร้อมทั้งจัดบรรยายพิเศษในหัวข้อทำอย่างไรให้เป็นเขตสุจริตและโรงเรียนสุจริตแบบยั่งยืน

01 กันยายน 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

สพป.สิงห์บุรี ทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

893301.JPG

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559 เวลา 09.00 น. ดร.สุเมธี จันทร์หอม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานการประชุม การจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ครั้งที่ 1/2559 ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ด้วยรูปแบบที่หลากหลายมาอย่างต่อเนื่องโดยคำนึงถึงคุณภาพนักเรียนเป็นหลัก และแนวทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มคุณภาพผู้เรียนได้คือ การมีโรงเรียนมีมาตรฐานเท่าเทียมกันหรือการทำโรงเรียนให้มีคุณภาพที่เป็นศูนย์กลาง (โรงเรียนแม่เหล็ก) ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องมีข้อมูลโรงเรียนแม่เหล็กเพื่อดึงดูดโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ใกล้เคียงกันมาเรียนรวมที่โรงเรียนแม่เหล็ก เพื่อจะพัฒนาโรงเรียนแม่เหล็กให้มีความพร้อมในการรองรับนักเรียน ในอนาคตโดยที่โรงเรียนที่มาเรียนรวมมีนักเรียนต่ำกว่า 40 คนลงมา โดยให้เสนอรูปแบบที่มีโรงเรียนมาเรียนรวมตั้งแต่ 1 : 1 , 1:2 , 1:3 หรือมีโรงเรียนมาเรียนรวมมากกว่า 4 โรงเรียนขึ้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก โดยจัดให้มีการบูรณาการเรียนร่วมระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนประถมศึกษาคุณภาพ แก้ปัญหาการบริหารจัดการโดยไม่มีการ ยุบเลิก เน้นควบรวม ต้องมีครูครบชั้น โดยแบ่งกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องบริหารจัดการ 1. โรงเรียนที่มีที่ตั้งทางสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นข้อจำกัด ได้แก่ โรงเรียนพื้นที่พิเศษ ห่างไกล พื้นที่สูงหรือเกาะ และโรงเรียนที่มีระยะห่างจากโรงเรียนใกล้เคียงเกิน 6 กิโลเมตร ให้คงสภาพอยู่ก่อน 2. โรงเรียนทั่วไปที่มีระยะห่างจากโรงเรียนใกล้เคียงไม่เกิน 6 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นโรงเรียนที่จะเข้าสู่การบริหารจัดการ การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง “การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก” ในการนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พิจารณาให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว จึงได้เชิญผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณา แบ่งกลุ่ม ดังนี้ (1) กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 40 คนลงมา จำนวน 18 โรงเรียน บริหารจัดการรูปแบบเรียนรวมแล้ว 7 โรงเรียน บริหารจัดการในครั้งนี้ จำนวน 11 โรงเรียน (2) กลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส ที่มีนักเรียนขยายโอกาส ไม่เกิน 20 คน 6 โรงเรียน และ (3) กลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส ที่มีนักเรียนขยายโอกาส 21 – 40 คน จำนวน 27 โรงเรียน โดยให้แต่ละกลุ่ม อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึง แนวทางการบริหารจัดการตามสภาพบริบทของแต่ละโรงเรียน

02 กันยายน 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

ข่าวสารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพื้นฐาน วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙

สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 ศึกษาดูงานสำนักงานเขตสุจริต สพป.เพชรบุรี เขต 2

892847.JPG

29สค.59 ดร.ไพศาล ปันแดน ผอ.สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 นำคณะรองผอ.สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 และบุคลากรกลุ่มจิตอาสา บนสำนักงานเขตพื้นที่ทั้ง 8 กลุ่ม ศึกษาดูงานเรื่องสำนักงานเขตสุจริต ณ สพป.เพชรบุรี เขต 2 โดยมีใบงานให้คณะศึกษาดูงานบันทึกในเรื่อง..1.รูปแบบพัฒนาความเป็นเขตสุจริต 2.วิธีการ 3.กิจกรรมเสริม 4.ตัวอย่างการจัดการ 5.นำมาปรับใช้ตามประเด็น..ความโปร่งใส ความพร้อม คุณธรรม วัฒนธรรม โดยท่านวินัย คุณวุฒิ ผอ.สพป.เพชรบุรี เขต 2 พร้อมคณะให้การต้อนรับ จากการรายงานผลการดำเนินงานของสพป.เพชรบุรี เขต 2 ทำให้เกิดผลต่อสำนักงานเขต คือ การบริการ ความประหยัด และตรงเวลา มีมากขึ้น และมีการเยี่ยมชมนิทรรศการสิ่งแวดล้อมโด ยรร.หมุนเวียนมาจัดนิทรรศการ ..เยี่ยมชมการจำกัดขยะ ซึ่งเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 มีโครงการเตรียมพัฒนาเรียบร้อยแล้ว

สพม.6 ประชุมผู้บริหารโรงเรียน ครั้งที่ 7/2559

892854.JPG

+ดร.ธีระวัฒน์ วรรณนุช ผอ.สพม.6 ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 3 เป็นประธานเปิดประชุมผู้บริหารโรงเรียนสังกัด สพม.6 ครั้งที่7/2559 ก่อนดำเนินการประชุม มอบโล่และเกียรติบัตรให้แก่โรงเรียนพุทธรังสีพิบูล เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันออกแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมและพลังงานสะอาด (Green Energy) ที่ประเทศไต้หวัน ณ National Taichung Industrial High School เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ได้รับรางวัล Design and Explanation of Juncture Superior Innovation (1 Place) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวนักเรียนโรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร ที่ประสบอุบติเหตุเสียชีวิต จำนวน 2 ราย เป็นเงิน 11,400 บาท และมอบเงินช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบภัยพิบัติไฟไหม้บ้าน โรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา เป็นเงิน 10,010 บาท และประธานดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมครั้งที่ 7/2559 ต่อไป เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559 ณ โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จังหวัดฉะเชิงเทรา (จันทรา…ภาพ/ข่าว)

อาคารเรียนปฐมวัย “ด้วยสำนึกรักบ้านเกิด โรงเรียนเก่า คืนสู่เหย้าถลุงเหล็ก ๗๕ ปี”

893244.JPG

ศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบ้านถลุงเหล็กและชุมชน จัดทำผ้าป่าระดมทุนสร้างอาคารเรียนปฐมวัย “สำนึกรักบ้านเกิด โรงเรียนเก่า คืนสู่เหย้าถลุงเหล็ก ๗๕ ปี” จำนวน ๔๖๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ นางวิไลลักษณ์ จุลเสริม รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ นายสุพรมแดน ประทุมเมศ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านถลุงเหล็ก รับมอบอาคารเรียนปฐมวัย “ด้วยสำนึกรักบ้านเกิด โรงเรียนเก่า คืนสู่เหย้าถลุงเหล็ก ๗๕ ปี” จากคณะศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบ้านถลุงเหล็กและชุมชน ซึ่งได้ร่วมกันจัดทำผ้าป่าระดมทุนสร้างอาคารเรียนปฐมวัย จำนวน ๔๖๐,๐๐๐ บาท โดยมี นางบังอร แก่นจันทร์ นายรังสฤษดิ์ พลอามาตย์ ศึกษานิเทศก์ สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ คณะครู นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง ได้ร่วมพิธีทำบุญอาคารเรียนปฐมวัย ถวายภัตตาหารเพล พระสงฆ์ จำนวน ๕ รูป และประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

2 กันยายน 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

สพฐ. ชวนไปดูโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันจนได้รับรางวัล MOE Awards ประจำปี ๒๕๕๘ สาขาหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ

892461.jpg

***ดร.พะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันจนได้รับรางวัล MOE Awards ประจำปี 2558 สาขาหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ ณ โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อประดู่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

รองเลขาธิการ (กพฐ.) กล่าวว่า โครงการอาหารกลางวัน เป็นโครงการ ที่มุ่งแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งพบว่านักเรียนประถมศึกษา จำนวนมากขาดแคลนอาหารกลางวันหรือมีอาหารกลางวันแต่ปริมาณไม่เพียงพอ หรืออาหารมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ ทำให้ภาวะการเจริญเติบโต ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการอาหารกลางวัน จึงกำหนดนโยบาย ให้โรงเรียนดำเนินโครงการอาหารกลางวันทุกโรงเรียน โดยจัดตั้งกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่าย สำหรับการสนับสนุนและช่วยเหลือภาวะโภชนาการของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา และในปีงบประมาณ 2544 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ถ่ายโอนงบประมาณค่าอาหารกลางวัน ไปให้กระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดตั้ง และจัดสรรงบประมาณเอง มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 จนถึงปัจจุบัน

ด้าน ดร.ปาลีวรรณ สิทธิการ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านบ่อประดู่ กล่าวว่าโรงเรียนชุมชนบ้านบ่อประดู่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จัดการศึกษาในระดับชั้นอนุบาล ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 223 คน ครู 10 คน ครูอัตราจ้าง 2 คน โรงเรียนชุมชนบ้าบ่อประดู่ ได้รับงบประมาณอุดหนุนโครงการอาหารกลางวัน จากองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ โดยได้รับอุดหนุน มื้อละ 20 บาท ต่อคนต่อวัน เพื่อนำมาจัดทำอาหารกลางวันให้นักเรียนรับประทานครบทุกคน ตลอด 200 วันใน 1 ปีการศึกษา จากความตั้งใจและความมุ่งหวังของคณะครูและชุมชน ที่ต้องการให้อาหารกลางวันที่นักเรียนรับประทานควรมีพืชผัก ที่ปลอดจากพิษตกค้าง เพื่อส่งเสริมสุขภาพนักเรียนให้แข็งแรงและมีภูมิต้านทานที่ดี ดังนั้นโรงเรียนจึงได้เริ่มดำเนินการปลูกผักปลอดสารพิษ ได้แก่ มะเขือ บวบ แตงกวา การเพาะเห็ด เพาะถั่วงอก การปลูกพริกขี้หนู มะระ แตงกวา ข้าวโพด ไผ่หวาน ถั่วฝักยาว ผักกวางตุ้ง ผักกาด ผักคะน้า กระเพรา โหรพา ปลูกมะนาวในวงบ่อ นอกจากโรงเรียนยังสร้างรายได้ให้แก่นักเรียน โดยการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ การเลี้ยงปลาดุก จัดทำธนาคารไก่ ซึ่งให้นักเรียนนำไก่พื้นเมืองมาฝากเลี้ยงที่โรงเรียน เมื่อมีรายได้จากการขายไก่ ส่วนหนึ่งก็จะนำรายได้เข้าสู่โรงเรียนเพื่อเป็นค่าอาหาร อีกส่วนหนึ่งก็จะแบ่งให้นักเรียนจากการร่วมมือร่วมใจกันในการดำเนินงาน ทำให้โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อประดู่ เป็นโรงเรียนต้นแบบที่ดำเนินโครงการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพ่อของแผ่นดินถิ่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ได้บูรณาการหลักการดำเนินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทำให้ โรงเรียนได้รับรางวัล MOE Awards ประจำปี 2558 สาขาหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ ประเภทโครงการและประเภทสถานศึกษา จากกระทรวงศึกษาธิการ

ดูภาพกิจกรรม

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1070338656395724.1073742386.10…

31 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

สอศ.ร่วมมือ อนุกรรมการ กรอ.อศ. พัฒนากำลังคนกลุ่มอาชีพเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

%E0%B8%9B%E0%B8%81.jpg

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมกับ สถานประกอบการภายใต้คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มอาชีพเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร 4 แห่ง เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของนักเรียน นักศึกษา และยกระดับคุณวุฒิวิชาชีพแก่บุคลากรของสถานประกอบการ ณ โรงแรม เอส ดี อเวนิว กรุงเทพ นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มอาชีพเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท แปซิฟิค แปรรูปสัตว์น้ำ จำกัด บริษัท แอร์ออร์คิดส์ จำกัด ซ้งพันธุ์ปลา กรุ๊ป และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามราชบุรี ซึ่งได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาการอาชีวศึกษา โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสด้านการศึกษาสายอาชีพ และให้ความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทวิภาคี ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร พัฒนาขีดความสามารถ ของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงบุคลากรของสถานประกอบการ ซึ่ง สอศ. เปิดโอกาสให้ทั้งนักเรียน นักศึกษา ประชาชน บุคลากรของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ขอรับการประเมิน เทียบโอนความรู้ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพื่อเพิ่มคุณวุฒิวิชาชีพได้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่าแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ให้มีความรู้ ความสามารถตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ คือ การให้สถานประกอบการ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ สู่ความเป็นสากล ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นที่เข้มแข็งในการร่วมกันพัฒนายกระดับการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมต่อไป

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.

24 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู สพป.ขอนแก่น เขต ๕

892473.jpg

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 นายณฤทธิ์ วิเศษศักดิ์ ผอ.สพป. ขอนแก่น เขต 5 มาเป็นประธานเปิดงานพร้อมบรรยายพิเศษ การประชุมตามโครงการประชุมครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการประชุมสามัญใหญ่ประจำปี 2559 ศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลบริบูรณ์ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย กิตติภพ เหล่าไชย และนายกฤต น้ำใจดี รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 5 ร่วมเดินทางมาในการนี้ด้วย โดยมี นายบรรชิต นิตไธสง ประธานศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู

กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม คือ

1. เพื่อให้บุคลากรมีความเข้าใจในแนวนโยบายและแนวปฏิบัติ ภาระงานของศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู

2. เพื่อการวางแผนงานการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจตลอดจนความสัมพันธ์ที่ดีแก่บุคลากรในศูนย์เครือข่าย

ในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมในการประชุม ประกอบด้วยผู้บริหาร ข้าราชครู และบุคลากรทางการศึกษาในศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู ทั้ง 15 โรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 178 คน+++++ :: ขอขอบคุณข่าวและภาพโดยเครือข่ายประชาสัมพันธ์ประจำศูนย์เครือข่ายโรงเรียนดงชมพู สพป.ขอนแก่น เขต 5

:: ติดตามข่าวและภาพข่าวเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kkn5.org และ http://www.facebook.com/prkkn5

31 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

อาชีวะจับมือ เอ.พี. ฮอนด้า ร่วมรณรงค์ปฏิวัติความคิดใหม่ ให้คนไทยใส่หมวกกันน็อก

%E0%B8%9B%E0%B8%81.jpg

ดร.ชาญเวช บุญประเดิม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายอารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช ประธานชมรมคนห่วงหัว เป็นประธานร่วมการเปิดตัวโครงการ “สังคมหัวแข็ง” ปฏิวัติความคิดใหม่ คนไทยใส่หมวก ซึ่งจัดโดยเอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสังคมหัวแข็ง เพื่อรณรงค์ให้คนไทยสวมหมวกกันน็อกเป็นนิสัย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสังคมไทยอย่างมาก หลายปีที่ผ่านมา สอศ. หรือหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการต่างก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับปัญหาเรื่องอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นกับเยาวชนไทย ในแต่ละปีพบความสูญเสียคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเติบโตไปเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศไปเป็นจำนวนมาก หลายฝ่าย จึงต้องร่วมกันทำหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ายังมีปัจจัยหลาย อย่างที่ทำให้อุบัติเหตุยังคงสูงอยู่ สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายและใกล้ตัวที่สุดก็คือการปกป้องตนเองจากอุบัติเหตุเหล่านั้น ซึ่งในปัจจุบันมีเยาวชนเป็นจำนวนมากใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทางแต่ยังละเลยและไม่ให้ความสำคัญกับการใส่หมวกกันน็อก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมกันปลูกจิตสำนึกและเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ โครงการ “สังคมหัวแข็ง” อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการณรงค์ เพราะไม่ได้เพียงแค่การประชาสัมพันธ์แต่ยังมีการร่วมมือเพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริงอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และ สอศ.เองพร้อมให้การสนับสนุนอย่างที่สุดเพื่อประโยชน์ของเยาวชนไทยของเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันหนึ่งเมืองไทยจะมีแต่คนใส่หมวกกันน็อกขี่รถจักรยานยนต์เป็นนิสัย

ด้านนายอารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า เอ.พี ฮอนด้า มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนเมืองไทยสู่เส้นทางของความปลอดภัย โดยในปีนี้ ได้สร้างสรรค์โครงการ “สังคมหัวแข็ง” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปลูกจิตสำนัก และเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนไทยใส่หมวกกันน็อกจนเป็นนิสัย ทั้งมุ่งประสานความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ สร้างความเป็นต้นแบบจากแต่ละเครือข่าย ต่อยอดขยายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมต่อสังคมไทยในวงกว้างต่อไป โดยจะเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวัน โดยในช่วงแรกของโครงการ ได้ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทยรวม 12 บริษัท และร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า กว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ สร้างสังคมหัวแข็งต้นแบบ โดยมีพนักงานรวมกว่า 35,000 คน เป็นตัวอย่างคนไทยใส่หมวกกันน็อกทุกครั้งเมื่อใช้รถจักรยานยนต์ และจะขยายแนวคิดนี้ไปยังสถานศึกษา สถานที่ราชการ และชุมชนต่าง ๆ ทุกจังหวัด

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.

25 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ข่าวสารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพื้นฐาน ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๙

สพป.ระยอง เขต 1 จัดงานเปิดโลกทัศน์ตลาดนัดสถานศึกษาสู่เศรษฐกิจอาเซียน

892200.jpg

สพป.ระยอง เขต 1 จัดงานเปิดโลกทัศน์ตลาดนัดสถานศึกษาสู่เศรษฐกิจอาเซียน 30 ส.ค.59 นายธีรวัฒน์ สุดสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ประธานเปิดงาน “เปิดโลกทัศน์ตลาดนัดสถานศึกษาสู่เศรษฐกิจอาเซียน” สพป.ระยอง เขต 1 “Horizons Academy to the Asean market” ซึ่ง สพป.ระยอง เขต 1 ได้กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคม 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษา ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนผู้ปกครองในสังกัด สพป.ระยอง เขต 1 ได้แสดงถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นประชาคมอาเซียนของประเทศไทยในด้านการศึกษา ภายในงานได้จัดกิจกรรมเป็น 3 ประเภทคือ การแสดงนิทรรศการ Best Practice ความรู้อาเซียน การแสดงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของสถานศึกษา (OTOP) และการแสดงศิลปวัฒนธรรมการละเล่นของอาเซียนใน 10 ประเทศ โดยมีนายธวัชชัย อุ่ยพานิช ผอ.สพป.ระยอง เขต 1 กล่าวรายงาน และนายธนภัทร วงษ์ประเสริฐ General Manager ในนามผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาระยอง กล่าว่ต้อนรับ ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง

สพป.ชุมพร เขต 1 จัดโครงการ ค่ายทักษะชีวิต รวมพลังเด็กและเยาวชน

891590.JPG

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2559 เวลา 10.00 น. นายวัลลพ สงวนนาม ผอ.สพป.ชุมพร เขต 1 มอบหมายให้ นายวิทยา สิงคิวิบูลย์ รอง ผอ.สพป.ชุมพร เขต 1 เป็นประธาน/บรรยายพิเศษ ในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายทักษะชีวิต รวมพลังเด็กและเยาวชน” โดยมี นางจุไรวรรณ ไกรมาก นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ สพป.ชุมพร เขต 1 กล่าวรายงาน ณ หาดทรายรีสอร์ท อ.เมือง จ.ชุมพร

การจัดค่ายในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการค่ายได้รับความรู้ มีความเข้มแข็ง มีทักษะชีวิต เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษา การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รู้จักการป้องกันตัวเองจากการตั้งครรภ์ไม่พร้อมก่อนวัยอันควร สามารถนำความรู้ไปขยายผลใน ร.ร.ได้ มีกำหนด 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2559 ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักเรียน ชั้น ม.ต้น ของสถานศึกษาในสังกัด สพป.ชุมพร เขต 1 รวมทั้งหมด จำนวน 86 คน คณะวิทยากรผู้ให้ความรู้ในการจัดโครงการค่าย เป็น ผอ.ร.ร. และข้าราชการใน สพป.ชุมพร เขต 1 จำนวน 27 คน

ภาพ/ข่าว วิภารัตน์ กวาวหนึ่ง

สพม.9 โดยกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ(AAR)การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา 4 H

892001.JPG

วันนี้ 30 ส.ค.59 เวลา 09.00 น. สพม.9 โดยกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ(AAR)การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา 4 H เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรม กระตุ้นให้โรงเรียนจัดกิจกรรมอย่างจริงจัง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้เรียน โดยได้รับเกียรติจาก นางอุษา สุดคนึง ผอ.รร.สามชุกรัตนโภคาราม / ประธานสหวิทยาเขตสุพรรณกัลยา เป็นประธานในพิธีเปิด และนายรัฐวิทย์ ทองนวรัตน์ รอง ผอ.สพม.9 เป็นประธานในพิธีปิด มีผู้เข้าอบรมจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ รุ่นที่ 2 จำนวน 10 รร.ๆ ละ 5 คนประกอบด้วยรอง ผอ.ฝ่ายวิชาการ ,ครูผู้รับผิดชอบกิจกรรม Head ,Heart, Hand, Health แบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ AAR ทั้ง 4 H และแนวทางบริหารจัดการเวลาเรียนของรองฝ่ายวิชาการ พร้อมทั้งการจัดแสดงนิทรรศการจัดการเรียนการสอนลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ของโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา และโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม ณ ห้อง ประชุมโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม

30 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

สพป.สิงห์บุรี จัดประชุมสัมมนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาความรู้ความเข้าใจการสร้างวินัยทางการเงินในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Financial Literacy)

891018.JPG

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ศึกษาวสุภัทร โรงเรียนวัดพรหมสาคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรีได้จัดการประชุมสัมมนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาความรู้ความเข้าใจการสร้างวินัยทางการเงินในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Financial Literacy) ของโรงเรียนต้นแบบ ตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ได้จัดการอบรมปฏิบัติการขยายผลการพัฒนาความรู้ความเข้าใจการสร้างวินัยทางการเงินในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Financial Literacy) เพื่อพัฒนาสู่โรงเรียนต้นแบบจำนวน 10 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดจักรสีห์ โรงเรียนวัดข่อย โรงเรียนวัดแหลมคาง โรงเรียนอนุบาลอินทร์บุรี โรงเรียนอนุบาลพรหมบุรี โรงเรียนวัดตึกราชา โรงเรียนวัดประดับ โรงเรียนวัดถอนสมอ โรงเรียนอนุบาลบางระจัน และโรงเรียนวัดโบสถ์ (อินทร์บุรี) ไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 มาแล้วนั้น เพื่อพัฒนาให้เป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นแบบและโรงเรียนต้นแบบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเรื่องการสร้างวินัยทางการเงินในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Financial Literacy) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี จึงได้จัดการประชุมสัมมนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาความรู้ความเข้าใจการสร้างวินัยทางการเงินในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Financial Literacy) ของโรงเรียนต้นแบบและขยายผล แก่ทุกโรงเรียนในสังกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายขยายผลจากโรงเรียนต้นแบบสู่ทุกสถานศึกษาและก้าวสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นแบบความรู้ความเข้าใจการสร้างวินัยทางการเงิน กิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายพื้นฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างวินัยทางการเงินในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Financial Literacy) การนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการจัดกิจกรรมสร้างวินัยทางการเงินของโรงเรียนต้นแบบ การชมนิทรรศการผลการจัดกิจกรรมสร้างวินัยทางการเงิน ของโรงเรียนต้นแบบ โดยมี นายทิชากร กันหะ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี เป็นประธานพิธีเปิดการอบรม นางเยาวภา รัตนบัลลังค์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ เป็นผู้กล่าวรายงาน

28 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

สพปงพล.๑ รับการติดตามโครงการ “FIFA ๑๑ for Health”

890533.JPG

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2559 พลเอกสุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางนภา พานน้อย ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมพลานามัยนักเรียน นายสันติ โลหะปิยะพรรณ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ และนางสาวขวัญนภา พูลผล ผู้ติดตาม ได้เดินทางมาติดตามการดำเนินการโครงการ “FIFA 11 for Health” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ณ โรงเรียนวัดบึงพระ (เหรียญ จั่น อนุสรณ์) ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่อง 1 ใน 16 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยมีนายประยุทธ สุรเดชไพบูลย์ นางธิดาพร พานิชพันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 นายประทีป สมบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบึงพระ (เหรียญ จั่น อนุสรณ์) คณะครู นักเรียนและผู้ปกครองให้การต้อนรับ

ภายหลังรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินงาน พลเอกสุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ และผลงานของโรงเรียน จากนั้น ชมการจัดการเรียนการสอนในสัปดาห์ที่ 10 ของโรงเรียนวัดบึงพระ ตามเนื้อหาโครงการ “FIFA 11 for Health” ในหน่วยการเรียนรู้เรื่อง “การรับประทานยาตามแพทย์สั่ง” ของนักเรียนชายและหญิงที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 41 คน แบ่งเป็น ชาย 28 คน หญิง 13 คน มีนายสมบัติ บัวสำเริงและนายวีรพงษ์ ชัยชราแสง ซึ่งเป็นครูพละศึกษาที่ผ่านการอบรมตามโครงการเป็นครูผู้สอน ซึ่งนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้เรื่องเชื้อโรค การรับประทานยา การป้องกันตนเองจากเชื้อโรค โดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อสร้างความสนุกสนานตลอดกิจกรรม

เนื้อหาของวิชาตามโครงการ “FIFA 11 for Health” จะประกอบไปด้วยบทเรียนที่ใช้เวลา 90 นาทีต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 11 ครั้ง แต่ละครั้งจะใช้เวลา 45 นาที เรียกช่วงเล่นฟุตบอลหรือช่วง “Play Football” ซึ่งโรงเรียนวัดบึงพระจะจัดไว้ในวันพุธของสัปดาห์ เนื้อหาจะเป็นการสร้างทักษะฟุตบอล เช่น การอบอุ่นร่างกาย การส่งบอล การโหม่งบอล การเลี้ยงบอล การป้องกัน การยิงประตู การสร้างความฟิตเป็นต้น ส่วนในวันพฤหัสบดี จะเป็นช่วง “Play FAIR” จะเน้นไปที่การสอนเด็กให้เข้าใจประเด็นปัญหาสุขภาพในวิชาสุขศึกษา อาทิ การเคารพในความเป็นผู้หญิง การป้องกันตนเองจากเชื้อ HIV การหลีกเลี่ยงยาเสพติด โดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อสร้างความเข้าใจ

โครงการ “FIFA 11 for Health” เป็นโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคม FIFA ได้ร่วมมือกันดำเนินโครงการขึ้น โดย FIFA คัดเลือกประเทศไทยเป็นประเทศที่ 4 ของเอเชีย ต่อจากศรีลังกา เมียนมา และกัมพูชา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านสาธารณสุขกับเด็กนักเรียนในกลุ่มประเทศสมาชิก และส่งเสริมให้เด็กนักเรียนอายุ 11 ปี ได้มีทักษะด้านกีฬาฟุตบอลที่ดี พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากการเรียน รวมทั้งเป็นเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีให้แก่เด็กนักเรียนด้วยการใช้ฟุตบอลเป็นสื่อให้นักเรียนสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ กลับไปเล่าให้ผู้ปกครองฟัง และจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งในด้านสุขอนามัยของประชาชนชาวไทย โดยในระยะแรกจะจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนนำร่อง 16 โรง จากนั้นจะขยายผลไปสู่โรงเรียนอีก 38,000 โรงเรียนในปี 2019 และจะสามารถเข้าถึงเด็กไทยกว่า 1 ล้านคนต่อปี

26 สิงหาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ